head-mtwatsaischool
ยินดีต้อนรับเข้าสู่เว็บไซต์ โรงเรียนมัธยมวัดไทรราษฎร์อุปถัมภ์
วันที่ 17 ตุลาคม 2021 1:32 AM
head-mtwatsaischool
โรงเรียนมัธยมวัดไทรราษฎร์อุปถัมภ์

คลุมถุงชน

  • 0 ตอบ
  • 144 อ่าน
คลุมถุงชน
« เมื่อ: ธันวาคม 27, 2020, 06:16:53 AM »
คลุมถุงชน คลุมใคร? ชนกับอะไร?

         ตามบทละครทางโทรทัศน์ในอดีตกาล เราสามารถเห็นเรื่องราวหลายๆเรื่องที่เริ่มต้นด้วยการจับเอาพระเอกและนางเอกมาแต่งงาน ตามความต้องการของผู้หลักผู้ใหญ่ ซึ่งทั้งสองคนต่างก็ไม่เคยรู้จักกัน ไม่เคยเห็นหน้ากันสักครั้ง และบางทีพระเอกและนางเอก ต่างก็มีความเกลียดชังซึ่งกันและกันมาก่อนหน้านี้แล้ว อย่างกับว่าชาติก่อนเคยทำสงครามกันมาอย่างงั้น แต่เรื่องราวของละครก็จะดำเนินจากความขัดแย้ง มาสู่ความรัก พอขัดกันไปมากลับเข้ากันได้เฉยเลย จากความเกลียดกลายเป็นความรักที่ยากจะตัดขาดกัน ซึ่งต่อมา ก็มีการพัฒนาบท แสดงถึงความน่ากลัวของการจับคนสองคนที่ไม่ได้รู้จักกัน ไม่ได้รัก แต่ต้องมาแต่งงานกันจนทำให้เกิดปัญหาบ้านแตก ร้อนเป็นไฟอยู่กันไม่ได้ มีแต่เรื่องแย่ตามมาเรื่อย ๆ

        ซึ่งตัวบทละครลักษณะนี้ต่างได้แรงบันดาลใจจากประเพณีวัฒนธรรมไทยของเราสมัยก่อน ซึ่งเรียกว่า ‘การคลุมถุงชน’ หมายถึง การที่ผู้ใหญ่ คือ ฝ่ายพ่อและแม่ของเจ้าบ่าวกับเจ้าสาวต่างตกลงกันเองโดยไม่ต้องการความยินยอมของเจ้าบ่าวและเจ้าสาวแม้แต่น้อย ทั้งที่สองคนนั้นไม่ได้รักกันมาก่อนแต่อย่างใด

       แต่ในบทความนี้ผู้เขียนไม่ได้จะมาพูดถึงความเหมาะสมของประเพณีการคลุมถุงชน เพราะนั่นก็เป็นเรื่องสมัยโบราณที่เห็นได้ยากในปัจจุบันแล้ว แต่ผู้เขียนมีความสนใจว่าเหตุใด เขาจึงเลือกใช้คำว่า ‘คลุมถุงชน’

   หากเราลองจิตนาการว่าการคลุมถุงชนเป็นเหมือนการแสดงการกระทำจากพ่อ แม่ที่ทำได้ต่อคู่บ่าวสาว ซึ่งถูกปิดหูปิดตาโดยเอาถุงมาคลุมแล้วชนกัน ถ้าเป็นสมัยก่อนอาจเป็นกระสอบเล็ก ๆคลุมหัวไว้ไม่ให้รับรู้การมองเห็นได้ เปรียบเสมือนคู่บ่าวสาวที่ไม่เห็นหน้าค่าตาอะไรกันเลย แล้วถูกพามาแต่งงานอย่างงงๆ และก็ได้เป็นสามีภริยากันโดยที่ยังไม่ทันได้พูดอะไร ซึ่งหากคิดตามภาพนี้ การคลุมถุงชนต้องเป็นเรื่องที่รุนแรงมากจากประโยคเปรียบเปรยที่ถูกสื่อสารออกมาแบบนั้น ทำให้เราเข้าใจได้ว่า ต่อให้เป็นยุคสมัยที่มีการคลุมถุงชนอย่างมากมาย แต่ผู้คนในสังคมนั้นก็ไม่ได้เห็นดีเห็นงามอะไรเลยกับประเพณีนี้ แต่ด้วยปัจจัยหลายอย่างในสมัยนั้น คงไม่สามารถต่อต้านหรือขัดขืนได้อย่างเช่นปัจจุบัน จึงถูกกลั่นออกมาเป็นสำนวนว่า “คลุมถุงชน”

        พอผู้เขียนมองว่าที่มาของคำว่าคลุมถุงชน มาจากเหล่าคนที่พยายามต่อต้านขนบธรรมเนียมประเพณีแย่ๆแล้ว ผู้เขียนจึงไม่คิดว่าผู้แต่งจะคิดอะไรง่ายๆ แค่สร้างประโยคสามคำ มันน่าจะต้องมีอะไรบางอย่างที่ถูกซ่อนไว้ในประโยคสั้นๆ ทำไมต้องใส่ว่าคลุมถุง แล้วทำไมต้องเอามาชนกัน ทั้งที่มันควรเป็นคำง่ายๆที่แสดงถึงการแต่งงาน อย่างคำว่าแต่ง หรือผูกข้อมืออะไรแบบนั้น มันควรจะเป็นคำว่าคลุมถุงแต่ง ซึ่งยังพอสื่อถึงการแต่งงานได้บ้าง

   ส่วนคำว่า ‘คลุมถุง’ ก็ฟังดูแปลกๆ หากต้องการสื่อว่าทั้งเจ้าบ่าวและเจ้าสาวไม่เคยเห็นหน้ากันมาก่อนใช้คำว่า ‘ปิดตา’ หรือ ‘หลับตา’ เราก็จะได้คำว่า ‘ปิดตาชน’ หรือ ‘หลับตาชน’ บางทีอาจจะไม่ได้มีความหมายอะไรลึกซึ้ง เป็นเรื่องของลีลาการใช้คำเพื่อให้เกิดความสละสลวยและจดจำง่ายเท่านั้น

1.คำว่า ‘คลุมถุง’

        เมื่อผู้เขียนนึกถึงคำว่า ‘คลุมถุง’ กลับนึกถึงการละเล่นอย่างหนึ่งที่มีมาอย่างยาวนานของคนไทย คือ การตีไก่ชนนั่นเอง โดยกติกาการเล่น คือ การนำไก่ของทั้งสองฝ่ายมาไว้ในสนามที่คล้ายกับคอก จากนั้นก็ปล่อยให้มันสู้กัน จนกว่าจะมีตัวที่ต่อสู้ไม่ไหววิ่งหนี แสดงท่าทียอมแพ้ หรือได้รับอาการบาดเจ็บอื่น ๆ ซึ่งก่อนเขาจะเอาไก่เข้าสนามนั้น เพื่อไม่ให้ไก่เกิดความเครียดจนไม่มีสมาธิจะใช้ถุงคลุมหัวเอาไว้ก่อน แล้วค่อยถอดออกเวลาต่อสู้กัน

       ลองนึกภาพไก่ที่คลุมถุงสองตัวถูกจับใส่ในสนาม มันดูมีความคล้ายกับภาพของการคลุมถุงชนอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว ผู้เขียนไม่ได้บอกว่าการคลุมถุงชนมีที่มาจากการเล่นชนไก่ เพียงแค่มีความคล้ายคลึงกันเท่านั้น ซึ่งในบทความนี้เราจะคิดในอีกทางหนึ่งได้ว่า สำนวนคลุมถุงชนถ้ามีรากฐานมาจากไก่ชนแล้วเราจะได้อะไรจากมัน

        การตีไก่ชนเป็นเกมอย่างหนึ่งที่นำไก่ของทั้งสองฝ่ายมาสู้กัน ดูคล้ายกับการที่พ่อแม่ของเจ้าบ่าวและเจ้าสาวต่างนำลูกของตัวเองมาแต่งงานกัน ซึ่งในที่นี้คือการนำไก่สองตัวมาไว้ในสนามเดียวกัน แน่นอนว่าไก่ทั้งสองคงไม่ได้สมัครใจลงสนามเอง และอาจไม่เคยเห็นตัวไก่ของอีกฝ่ายมาก่อน เช่นเดียวกับคู่บ่าวสาวที่ถูกคลุมถุงชนต่างก็ไม่ได้สมัครใจแต่งงาน และดีไม่ดียังไม่เคยเห็นหน้าของอีกฝ่ายมาก่อนด้วย จึงอาจเป็นเหตุผลที่คนสมัยก่อนเลือกใช้คำว่าคลุมถุงก็เป็นไปได้

2.คำว่า ‘ชน’

        อย่างที่เคยกล่าวไปว่า คำว่า ‘ชน’ มันแลดูไม่เข้ากับการแต่งงานซึ่งควรเป็นงานมงคลและจุดเริ่มต้นที่ดีของความสุขในการใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน แต่เราสามารถเข้าใจเรื่องนี้ได้ไม่ยาก เมื่อเรามองว่าสำนวนนี้เกิดมาจากกลุ่มคนที่ไม่ชอบประเพณีการคลุมถุงชน การเลือกใช้คำที่มีความหมายรุนแรงจึงไม่น่าแปลก แต่ทำไมต้องเป็นว่า ‘ชน’

       จากข้อที่แล้วเราได้ตั้งสมมติฐานว่าคลุมถุงชนมีรากฐานมาจากการตีไก่ชน คำว่า ‘ชน’ นี้จึงอาจเป็นการปะทะอารมณ์ของผู้ชายและผู้หญิงที่ไม่ได้รักกัน เมื่อต้องถูกจับให้มาแต่งงานความขัดแย้งต้องมากกว่าคู่รักที่รักกันมาตั้งนานอย่างแน่นอน ลองคิดดูว่าคนที่รักกันมาตั้งนานยังสามารถขัดแย้งกันได้ ยิ่งเป็นคนที่ไม่เคยรู้จักกันก็คงเหมือนไก่ชนที่สู้ไปจนกว่าจะมีคนยอมแยกตัวออกไป

        จึงเป็นไปได้ว่า ผู้แต่งสำนวนนี้มีความต้องการสื่อสารให้คนในยุคนั้นตระหนักว่า ‘การคลุมถุงชน’ มีแต่จะสร้างความแตกแยก และปัญหาอื่นตามมาได้ อย่าไปหวังว่าความสัมพันธ์ที่ถูกปิดตาตั้งแต่แรก จะสามารถเห็นเส้นทางที่ถูกต้องได้

      จากที่ผ่านมาผู้เขียนได้พยายามหาความเชื่อมโยงเรื่องระหว่างการคลุมถุงชนและการตีไก่ชน ผู้เขียนไม่ได้มีหลักฐานมายืนยันว่าคนสมัยก่อนคิดแบบนี้หรือไม่ บทความนี้เป็นเพียงแค่การเชื่องโยงคาดเดาเพื่อความบันเทิงเท่านั้น อย่างไรก็ดี ความรักไม่ใช่สิ่งที่ควบคุมได้ แต่ต้องปล่อยให้มันเป็นไปตามความรู้สึก การคลุมถุงชนในความคิดของผู้เขียนจึงเป็นเรื่องที่แย่และไม่สมควรเกิดขึ้นกับใคร

   

โรงเรียนมัธยมวัดไทรราษฎร์อุปถัมภ์