head-mtwatsaischool
ยินดีต้อนรับเข้าสู่เว็บไซต์ โรงเรียนมัธยมวัดไทรราษฎร์อุปถัมภ์
วันที่ 17 ตุลาคม 2021 2:15 AM
head-mtwatsaischool
โรงเรียนมัธยมวัดไทรราษฎร์อุปถัมภ์

วิชาภาษาที่ผมเกลียด

  • 0 ตอบ
  • 204 อ่าน
วิชาภาษาที่ผมเกลียด
« เมื่อ: พฤศจิกายน 24, 2020, 11:48:26 AM »
วิชาภาษาที่ผมเกลียด

   เป็นสัจจะธรรมของโลกว่า สิ่งต่าง ๆในโลกนี้มักมีสองด้านเสมอคือด้านดีและด้านเลว จึงไม่แปลกที่แต่ละคนจะมีความชอบหรือเกลียดในสิ่งใดสิ่งหนึ่งแตกต่างกัน เมื่อถามถึงเรื่องความชอบในความชอบนั้นก็ต้องมีเรื่องที่ทำให้เราไม่ชอบปนอยู่ด้วยเป็นธรรมดา สำหรับบทความนี้เป็นเรื่องของความไม่ชอบ ไม่อยากยุ่งหรือสนใจในสิ่งๆหนึ่ง ผู้เขียนขอนิยามมันสั้นๆว่า ‘ความเกลียด’

   วันนี้เราจะมาพูดถึงวิชาที่ผู้เขียนเกลียด นั่นคือวิชาเกี่ยวกับภาษาทุกภาษาอาจยกเว้นวิชาภาษาไทยไว้วิชานึง

   ที่เกลียดเป็นอันดับหนึ่งเลยคือ วิชาภาษาอังกฤษที่ผู้เขียนต้องเข้าเรียนมาตลอด 15 ปี นับตั้งแต่ผู้เขียนอยู่ชั้นประถมปีที่หนึ่ง ในช่วงแรกๆของการเรียนเป็นการเน้นความจำโดยหลักการจำจะจำคล้ายๆกับตอนต้องท่องจำข้อมูลพวกวิชาสังคมหรือประวัติศาสตร์ ผ่านไปสักพัก เริ่มมีการให้เรียงประโยค แต่งประโยค ฝึกการพูด การฟัง และการอ่าน ดูไปดูมาก็ไม่มีอะไรยากเท่าไหร่นัก แต่แล้วก็มีจุดเปลี่ยนเกิดขึ้น ในวันนั้นคุณครูได้ให้ผู้เขียนอ่านประโยคตามหนังสือ ซึ่งมันเป็นเรื่องทั่วไปของการสอนให้อ่านเป็น และผู้เขียนไม่ได้มีความกลัวอะไร จึงลุกขึ้นอ่านอย่างมั่นใจ แต่สิ่งที่ออกมาจากปากผู้เขียนคือความเพี้ยนของสำเนียง การออกเสียงที่ผิดแปลก เนื่องจากเวลาคุณครูสอนแล้วให้ออกเสียงตาม ทุกคนให้ห้องจะพูดคำนั้นพร้อมกันทำให้ผู้เขียนคิดไปเองว่าออกเสียงถูกแล้ว จึงเป็นที่มาของเหตุการณ์ในครั้งนั้น

   อันที่จริงการออกเสียงผิดแล้วมีคนขำทั่วห้องไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรของคนทั่วไป แต่สำหรับผู้เขียนในตอนนั้นที่เป็นคนที่มีความมั่นใจสูงมาก และไม่อาจทนต่อความพ่ายแพ้ได้จึง กลายเป็นปมในจิตใจทำให้รู้สึกเกลียดภาษาอังกฤษไปตลอดชีวิต ทุกครั้งที่ผู้เขียนจะต้องเรียนภาษาอังกฤษก็จะไม่ให้ความร่วมมือ และไม่สนใจการสอนปล่อยเวลาให้ผ่านไปแล้วหวังว่าออดหมดคาบจะดังขึ้น รู้สึกอยากจะหนีจากมันให้ไกลที่สุด อีกทั้งยังพยายามหาเหตุต่างๆนานาเพื่อให้ตัวเองไม่ไปสนใจวิชานี้ โดยพยายามคิดว่ามันเป็นเพียงวิชาหน่วยกิตน้อยๆ ไม่จำเป็นต้องทำให้ดีที่สุด สู้เอาเวลาไปตั้งใจวิชาอื่นดีกว่า และยังคิดว่าไม่ใช่ภาษาแต่กำเนิดจะไปสนใจมันทำไม ทั้งหมดนี้เป็นทัศนคติของผู้เขียนตอนที่อยู่ชั้นประถม และแน่นอนว่าผลลัพธ์คือภาษาอังกฤษเป็นวิชาที่ผู้เขียนได้คะแนนน้อยที่สุด

   อย่างไรก็ดี สิ่งที่เกลียดก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องเกลียดมันไปจนตาย เพราะเมื่อเราใช้ชีวิตไปเรื่อยๆ จะมีอะไรที่ทำให้เราเริ่มเห็นข้อดีของมันบ้าง หรือไม่ก็เจอสิ่งที่เกลียดมากกว่ามันแทน ในตอนมัธยมเป็นช่วงเวลาที่ผู้เขียนได้เริ่มเล่นเกมมากขึ้น และทุกเกมมักมีภาษาอังกฤษเยอะมาก จึงเริ่มให้ความสนใจศึกษาภาษาเพิ่มขึ้น เพราะผู้เขียนต้องการติดตามเนื้อเรื่อง และเข้าใจตัวเกมมากขึ้นจะได้เล่นได้สะดวกไม่ติดขัด

   ในช่วงแรกผู้เขียนก็เปิดดิกชันนารีหาศัพท์ สมัยนั้นผู้เขียนยังไม่มีโทรศัพท์ที่จะแปลศัพท์ได้ทันที ซึ่งคำศัพท์บางคำไม่มีในดิกฯจึงต้องใช้การเดา บางประโยคก็เข้าใจบางไม่เข้าใจ แต่กว่าจะหาได้จนจบเกมนั้นก็เป็นชั่วโมง หลังๆเริ่มเหนื่อย จึงอาศัยการเดาทั้งหมด แต่อย่างน้อยภาษาอังกฤษที่เข้าหูซ้ายทะลุหูขวา ก็ยังพอให้ผู้เขียนเล่นเกมได้สนุก เข้าใจเนื้อเรื่องได้มากขึ้นและเริ่มชอบการอ่านจับใจความ ทำให้รู้สึกว่าจริงๆแล้วตัวภาษาไม่ได้ยากขนาดนั้นแต่อาจเป็นเพราะผู้เขียนเองที่ไม่เหมาะกับการศึกษาภาษาอังกฤษแบบไทยๆ

   แม้จะยอมรับมากขึ้น แต่ความเกลียดในภาษาอังกฤษยังคงไม่ห่างหาย เมื่อผู้เขียนได้เจอกับ Grammar ซึ่งเป็นรูปแบบประโยคที่ใช้บ่งบอกเวลาว่าเป็นอดีต ปัจจุบัน อนาคต แล้วยังมีช่วงเวลาที่จบแล้ว กำลังดำเนินอยู่ หรือในระหว่างที่กำลังดำเนินอยู่มีอะไรมาแทรก รวมแล้ว 12 รูปแบบ ซึ่งแต่ละรูปแบบมีลักษณะการใช้เฉพาะ บางรูปแบบใช้กับข้อเท็จจริง บางรูปแบบใช้กันอนาคตที่แน่นอน หรืออนาคตที่คาดเดาว่าอะไรจะเกิด เรื่องเกี่ยวกับเวลาผู้เขียนเรียนกี่ครั้งๆก็เข้าใจพื้นฐานได้ แต่พอใช้จริงก็งงเป็นไก่ตาแตกไปเลย เหมือนต้องเรียนรู้ใหม่ทุกครั้ง

   ยังมีเรื่องของการจำคำศัพท์ที่ไม่สามารถแปลได้ความหมายเดียว เพราะแต่ละคำมีหน้าที่มากกว่าหนึ่ง เช่น เป็นคำนาม เป็นคำกริยา เป็นคำวิเศษ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งว่าคำๆนั้นจะแปลว่าอะไร แค่นั้นยังไม่พอเราต้องพิจารณาจากบริบทของประโยคว่านั้นคำนั้นควรแปลว่าอะไรด้วย ซ้ำร้ายมันยังมีคำที่มีความหมายเหมือนกันมาให้จำเพิ่ม บางทีหน้าตาของศัพท์ที่เราคุ้นเคยก็เปลี่ยนไปได้อีก ส่วนมันจะเปลี่ยนความหมายหรือหน้าที่ของมันไปอีกหรือไม่ ก็สามารถเกิดขึ้นได้

   นอกจากเรื่องGarmmer เรื่องคำศัพท์ ยังมีเรื่องโครงสร้างประโยคที่ผู้เขียนไม่มีความสามารถแยกแยะได้เลย จนบางครั้งคิดสงสัยว่าการที่เราจะสื่อสารประโยคนึงต้องมีความซับซ้อนขนาดนี้เลยหรอ? ยังมีเรื่องปมจากสมัยประถมตามหลอกหลอนให้ผู้เขียนไม่กล้าที่จะสนทนาเป็นภาษาอังกฤษอีก แค่คำในชีวิตประจำวันก็ไม่อยากจะพูดออกมาเลย

   เหนือฟ้ายังมีฟ้า เหนือสิ่งที่เกลียดย่อมมีสิ่งที่เกลียดกว่านั่นคือ ภาษาจีน เป็นการเรียนที่ผู้เขียนรู้สึกว่าเลวร้ายที่สุดในชีวิต ทำไมต้องมาเรียนภาษาที่ยากอะไรขนาดนี้ อาจด้วยความที่ผู้เขียนเรียนจีนมาแค่สี่ปี ตั้งแต่มัธยมปลายสามปี และที่มหาลัยอีกปีหนึ่ง จึงคิดเข้าข้างตัวเองว่าจีนคงไม่ยากหรอก

   แต่ผู้เขียนคิดผิด เพราะอาจารย์ที่สอนทุกคนต่างพยายามมากในการสอน ทั้งพยายามจี้เป็นรายบุคคล จีนมีความยากตั้งแต่การเขียนอักษรซับซ้อน และการออกเสียงอันเลวร้าย ภาษาจีบมีภาษาอ่านที่เรียกว่า ‘พิงอิง’ ซึ่งเอาตัวอักษรของภาษาอังกฤษมาแทนการออกเสียง แต่แทนที่จะอ่านออกเสียงแบบอังกฤษ กลับออกเสียงแบบจีนแทน กลายเป็นว่าทักษะการอ่านภาษาอังกฤษที่มีไม่ได้ช่วยอะไร ต้องฝึกใหม่ แล้วจะเอาภาษาอังกฤษมาเพื่ออะไร ยังมีเรื่องของจำนวนตัวอักษร คำศัพท์แต่ละคำไม่ได้เกิดจากการรวมตัวกันของตัวอักษร อย่างABC หรือ กขค แต่เป็นคำศัพย์คำใหม่ไปเลย หน้าตาของตัวอักษร แค่ดูเราไม่สามารถสะกดได้แบบภาษาไทยหรืออังกฤษ สุดท้ายเลยคือผู้เขียนไม่สามารถหาประโยชน์จากการเรียนภาษาจีนได้เลย ในชีวิตประจำวันก็ไม่ได้ใช้ การออกเสียงเองก็ไม่ได้น่าฟังนัก พอที่จะหาเพลงเพราะๆมาฟัง

   แต่สุดท้ายผู้เขียนก็รู้อยู่แก่ใจ ว่าการเกลียดภาษาพวกนี้ไปก็ไม่มีอะไรดีขึ้น มีแต่จะตัดโอกาสของเราให้น้อยลงแทน อย่างไรเราก็ไม่สามารถชอบทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกได้ แต่อย่างน้อยเราก็สามารถหาทางอยู่ร่วมกับมันได้


โรงเรียนมัธยมวัดไทรราษฎร์อุปถัมภ์